ปัจจุบันลิปสติกตามท้องตลาดมีให้เลือกกันมากมายหลายประเภท ซึ่งแต่ละประเภทมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกัน ใครสำหรับคนอยากเริ่มทำแบรนด์ลิปสติกแต่ยังไม่รู้ว่าลิปสติกมีกี่ประเภท หรือ ลิปมีกี่ชนิด กันแน่ หรือแบรนด์ลิปสติกไหนกำลังจะผลิตลิปสติกประเภทอื่น ๆ เพิ่มมากขึ้น แต่ไม่รู้ว่าจะเลือกลิปสติกประเภทไหนดี เรามีลิปสติกประเภทต่าง ๆ พร้อมข้อดีข้อเสียของลิปสติกประเภทนั้นมาให้ทุกคนได้ตัดสินใจกัน
ลิปสติกมีกี่ประเภท มีอะไรบ้าง
ในปัจจุบันลิปสติกได้รับการพัฒนาให้มีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งรูปแบบการใช้งาน เนื้อสัมผัส และคุณสมบัติพิเศษต่าง ๆ เพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานในชีวิตประจำวัน งานสังสรรค์ หรือโอกาสพิเศษ ทำให้หลายคนสับสนว่าลิปสติกมีกี่ประเภท เรามาดูกันว่าลิปสติกแต่ละประเภทมีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง
1. ลิปสติกเนื้อแมตต์ (Matte Lipstick)
ลิปสติกเนื้อแมตต์ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องด้วยคุณสมบัติเด่นคือการติดทนยาวนาน เนื้อลิปประเภทนี้จะให้ลุคด้าน ไม่วาว เหมาะสำหรับการแต่งหน้าในชีวิตประจำวันและงานที่ต้องการความเป็นทางการ ข้อดีของลิปแมตต์คือกันน้ำได้ดี ไม่เลอะแก้วน้ำหรือหน้ากากอนามัย และให้สีที่คมชัด นอกจากนี้ยังเหมาะกับสภาพอากาศร้อนชื้นในบ้านเรา เพราะไม่เยิ้มง่าย อย่างไรก็ตาม ข้อเสียของลิปชนิดนี้คือมักทำให้ริมฝีปากแห้ง และต้องเตรียมริมฝีปากให้พร้อมก่อนทาเพื่อป้องกันการเกิดขุย แนะนำให้ทาลิปบาล์มก่อนเสมอเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น
2. ลิปสติกเนื้อซาติน (Satin Lipstick)
ลิปสติกเนื้อซาตินเป็นทางเลือกที่ลงตัวระหว่างความชุ่มชื้นและความติดทน ด้วยเนื้อสัมผัสที่กึ่งมันกึ่งด้าน ทำให้ริมฝีปากดูมีมิติและเป็นธรรมชาติ เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบลุคสบาย ๆ แต่ยังต้องการการติดทนในระดับหนึ่ง ข้อดีคือใช้งานง่าย ให้ความชุ่มชื้น และสามารถเกลี่ยได้ง่าย เหมาะสำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มใช้ลิปสติก แต่ข้อเสียคือติดทนน้อยกว่าแบบแมตต์ และอาจเลอะได้ง่ายเมื่อทานอาหารหรือเครื่องดื่ม แนะนำให้พกติดกระเป๋าไว้เติมระหว่างวัน
3. ลิปกลอส (Lip Gloss)
ลิปกลอสโดดเด่นด้วยความวาวและความฉ่ำ ให้ริมฝีปากดูอวบอิ่มและมีเงาวาว เหมาะสำหรับการแต่งหน้าแบบสดใส หรือลุคปาร์ตี้ ข้อดีของลิปกลอสคือให้ความชุ่มชื้นสูง ทำให้ริมฝีปากดูอวบอิ่ม และสามารถทาทับลิปสติกชนิดอื่นเพื่อเพิ่มความวาวได้ มักมีส่วนผสมของสารบำรุงที่ช่วยให้ริมฝีปากนุ่มชุ่มชื้น แต่ข้อเสียคือมักเหนียวเหนอะหนะ ติดทนน้อย และอาจเป็นปัญหาเมื่อลมพัดผมมาติด ไม่เหมาะกับการทานอาหารหรือเครื่องดื่ม
4. ลิปสติกเนื้อครีม (Cream Lipstick)
ไม่ว่าลิปมีกี่ประเภทแต่ลิปที่มีมานานมาก ๆ แล้วคือลิปสติกเนื้อครีมที่เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาริมฝีปากแห้ง ด้วยส่วนผสมที่เน้นการบำรุง ทำให้ริมฝีปากนุ่มชุ่มชื้น สีสันสดใส มักมีส่วนผสมของวิตามินอีและน้ำมันธรรมชาติที่ช่วยบำรุงริมฝีปาก ข้อดีคือทาง่าย เกลี่ยง่าย ให้ความชุ่มชื้นสูง และสามารถใช้เป็นลิปสติกประจำวันได้ดี เหมาะกับผู้ที่มีริมฝีปากแห้งหรือแตก แต่ข้อเสียคือติดทนน้อยกว่าแบบแมตต์ และต้องทาซ้ำบ่อย ๆ อาจละลายง่ายในสภาพอากาศร้อน
5. ลิปสติกแบบแท่ง (Bullet Lipstick)
ลิปสติกแบบแท่งเป็นรูปแบบดั้งเดิมที่คุ้นเคยกันดี สะดวกต่อการพกพาและใช้งาน สามารถมีได้หลากหลายเนื้อสัมผัส ทั้งแบบแมตต์ ซาติน หรือครีม เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความคล่องตัวในการใช้งาน ข้อดีคือใช้งานง่าย พกพาสะดวก และสามารถควบคุมปริมาณการทาได้ดี มีให้เลือกหลากหลายเฉดสีและเนื้อสัมผัส แต่ข้อเสียคือมักละลายง่ายเมื่อโดนความร้อน และอาจแตกหักได้หากตกหล่น ควรเก็บในที่เย็นและระวังการกระแทก
6. ลิปจิ้มจุ่ม (Liquid Lipstick)
ลิปจิ้มจุ่มเป็นนวัตกรรมที่ได้รับความนิยมด้วยความติดทนสูง มาในรูปแบบของเหลวที่เมื่อแห้งแล้วจะให้ลุคแมตต์ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความติดทนยาวนานเป็นพิเศษ ข้อดีคือติดทนยาวนานมาก กันน้ำได้ดี และให้สีที่เข้มชัด ทนต่อการทานอาหารและเครื่องดื่ม แต่ข้อเสียคือทำให้ริมฝีปากแห้งได้ง่าย และหากทาไม่เรียบอาจดูด่างได้ ต้องระวังเรื่องความเร็วในการแห้งตัวขณะทา
7. ลิปบาล์ม (Lip Balm)
ลิปบาล์มเน้นการบำรุงริมฝีปากเป็นหลัก มักมีส่วนผสมของวิตามินและสารบำรุงต่าง ๆ เช่น วิตามินอี น้ำมันธรรมชาติ และสารกันแดด ข้อดีคือให้ความชุ่มชื้นสูง ช่วยฟื้นฟูริมฝีปากแห้งแตก และใช้งานง่าย เหมาะสำหรับการใช้เป็นเบสก่อนทาลิปสติกชนิดอื่น แต่ข้อเสียคือมักไม่มีสี หรือมีสีอ่อน ๆ และติดทนน้อย ต้องทาซ้ำบ่อยเพื่อรักษาความชุ่มชื้น
8. ลิปสติกเปลี่ยนสี (Tinted Lipstick)
ลิปสติกเปลี่ยนสีเป็นนวัตกรรมที่น่าสนใจ โดยจะเปลี่ยนสีตามค่า pH ของริมฝีปาก ทำให้แต่ละคนได้สีที่แตกต่างกันไป มักมีส่วนผสมของสารให้สีธรรมชาติที่ทำปฏิกิริยากับผิว ข้อดีคือได้สีที่เป็นธรรมชาติและเข้ากับผู้ใช้ เหมาะสำหรับการแต่งหน้าแบบธรรมชาติ แต่ข้อเสียคือไม่สามารถควบคุมสีที่ต้องการได้ และอาจไม่เหมาะกับการแต่งหน้าที่ต้องการสีที่แน่นอน สีที่ได้อาจแตกต่างกันในแต่ละคน
9. ลิปสติกแบบดินสอ (Lip Crayon)
ลิปสติกแบบดินสอมีจุดเด่นที่การใช้งานที่แม่นยำ เหมาะสำหรับการเขียนขอบปากและเติมสีในริมฝีปาก ให้การควบคุมที่แม่นยำในการวาดเส้น ข้อดีคือควบคุมการทาได้ง่าย เหมาะสำหรับการเขียนขอบปาก และสามารถพกพาได้สะดวก ไม่เลอะเทอะเหมือนลิปแบบแท่ง แต่ข้อเสียคือต้องเหลาบ่อย และอาจแห้งแข็งได้หากเก็บไว้นาน ควรปิดฝาให้สนิทเพื่อป้องกันการระเหยของความชุ่มชื้น
10. ลิปทินต์ (Lip Tint)
ลิปทินต์ให้ลุคธรรมชาติแบบสาวเกาหลี ด้วยเนื้อสัมผัสที่บางเบาและซึมเข้าสู่ริมฝีปาก เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบการแต่งหน้าแบบธรรมชาติ ข้อดีคือให้ลุคธรรมชาติ ติดทนดี และไม่เลอะ เหมาะสำหรับสภาพอากาศร้อนชื้น แต่ข้อเสียคืออาจทำให้ริมฝีปากแห้ง และบางครั้งสีอาจไม่สม่ำเสมอ ต้องระวังในการทาให้เรียบเสมอกันตั้งแต่ครั้งแรก เพราะหากทาซ้ำอาจทำให้สีเข้มไม่เท่ากัน ควรเตรียมริมฝีปากให้ชุ่มชื้นก่อนใช้
การเข้าใจว่าลิปสติกมีกี่ประเภท ข้อดีข้อเสียของลิปสติกแต่ละประเภทมีอะไรบ้าง จะช่วยให้แบรนด์ลิปสติกเลือกทำลิปสติกได้เหมาะกับเทรนด์และพฤติกรรมการใช้ของคนในปัจจุบันได้มากขึ้น แต่นอกจากการทำลิปให้ตรงกับความต้องการแล้ว คุณภาพของลิปสติกก็เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ลูกค้าติดใจและซื้อซ้ำได้มากเช่นกัน สำหรับใครที่สนใจทำแบรนด์ลิปสติก IUCOSMED โรงงานผลิตเครื่องสำอางที่ครบวงจรที่สุด เราพร้อมสนับสนุนการเติบโตของคุณด้วยบริการอย่างครบครัน ตั้งแต่การพัฒนาสูตร การผลิตที่ได้มาตรฐาน ไปจนถึงการให้คำปรึกษาด้านการตลาด สร้างแบรนด์ใหม่ก็สามารถเติบโตได้ ไม่ต้องกังวล
สั่งผลิตเครื่องสำอางหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
- โทร: 02-101-6438, 094-569-2015
- Line: @iucosmed
- Facebook: IU-Cosmed โรงงานรับผลิตเครื่องสำอาง





